RSS Feed

ดีใจที่เป็นลูกครึ่ง

เด็กต่างจังหวัด+คนกรุงเทพ คือ เชื้อชาติของฉัน

เราเติบโตและเรียนหนังสือจนจบมัธยมปลายที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเรียนจบมหาวิทยาลัยจนทำงานถึงปัจจุบันในกรุงเทพ ตอนเด็กๆ เวลาปิดเทอมมาเที่ยวในกรุงเทพ ก็รู้สึกชอบ อยากเป็นเด็กกรุงเทพ มีที่ให้เที่ยวเยอะแยะ มีร้านขายของกินอร่อยๆ มากมาย มีที่ชอปปิ้งให้เดินไม่เบื่อเลย มีผู้คนที่ดูดีทันสมัย เดินกันขวักไขว่ งานอะไรดีๆ ก็จัดแต่ในกรุงเทพ ต้องนั่งรถตั้งไกลเพื่อมาเดินงานหนังสือที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต ต้องอดดูคอนเสิร์ตที่อยากดูต้องหลายงานเพราะเลิกดึกไม่มีรถกลับบ้าน ตอนนั้นอิจฉาเด็กกรุงเทพ อยากอยู่กรุงเทพพพ

พอเรียนจบทำงาน มาอยู่กรุงเทพอย่างเต็มตัว ต้องไปเบียดกับผู้คนและถูกเบียดจนตัวแทบแบนบนรถไฟฟ้า ต้องเดินให้เร็วแข่งเวลา ต้องคิดให้เร็วทันคนอื่น ต้องกินแต่อาหารนอกบ้าน  ต้องสูดควันพิษเข้าเต็มปอด ต้องอย่าใจดีและขี้สงสารจนมากไป(เดี๋ยวโดนเค้าหลอก) โอ้ยย !! อยากกลับยุดยาอ่า

แต่ทั้งสองที่นี้ทำให้เราเกิดความสมดุลย์ในตัวเอง ถ้าเป็นเด็กในเมืองเต็มตัว ก็คงจะไม่ได้รู้จักว่าอากาศที่บริสุทธิ์เป็นยังไง ความมีน้ำใจอันแสนอบอุ่นของเพื่อนบ้านก็คงไม่ได้สัมผัส  คงเป็นคนพวกวัตถุนิยม มีชีวิตห่างไกลจากธรรมชาติเหลือเกิน บางคนอยู่ตึกแถวไม่มีต้นไม้ให้มองสบายตาซักต้น เรารู้สึกว่าเงินสำคัญกับชีวิตมากเมื่ออยู่ในกรุงเทพ (จริงๆ มันสำคัญเมื่ออยู่ในทุกที่แต่ที่กรุงเทพเรารู้สึกว่ามันจำเป็นสุดๆ)  แต่ถ้าเราเป็นเด็กบ้านนอกจนโต เราก็จะไม่รู้จักพัฒนาตนเอง ไม่ได้รู้จักโลกกว้าง กรุงเทพมีที่ให้เพิ่มพูนปัญญามากมาย มีที่แสดงงานศิลปะให้ดูฟรีๆหลายที่ มีห้างมากมายให้ได้เลือกซื้อของดีๆ สวยๆให้ตัวเองและคนอื่น  มีร้านอาหารอร่อยๆ ให้กินจนอ้วนกลม เรารู้สึกโชคดีที่ชีวิตนี้ได้สัมผัสกับความเป็นอยู่ของทั้งสองที่ เวลากลับบ้านต่างจังหวัดเหมือนได้กลับไปพักผ่อน นอนดูต้นไม้เฉยๆอยู่ในบ้าน ฟังเสียงนกร้องตอนเช้าก็มีความสุขแล้ว เวลากลับไปกรุงเทพได้ใช้ชีวิตแบบมนุษย์เงินเดือน สาวออฟฟิศ เดินชอปปิ้งตามห้าง แย่งขึ้นรถกับคนอื่น ยึดสโลแกนช้าหมดอดกินบ้าง นั่งคอตกตอนใกล้สิ้นเดือนบ้าง  ก็สนุกกับชีวิตไปอีกแบบ  ดีใจจริงๆ ที่เป็นเด็กลูกครึ่ง

ขอให้วันนี้เป็นแค่ฝันร้าย

Posted on

 

เราไม่ใช่คนกรุงเทพโดยกำเนิด เรามาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ตอนทำงาน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เสียหายในวันนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เราผูกพันกับมันเป็นอย่างดี

— เซ็นทรัลเวิลด์

ห้างที่เราเดินบ่อยที่สุด ความทรงจำดีๆ หลายอย่างของเราเกิดขึ้นที่นี่ เมื่อก่อนหลังเลิกงานเราจะเดินจูงมือกัน กินข้าวกันที่นี่เกือบทุกวัน ทุกเสาร์-อาทิตย์ไม่รู้จะไปไหนก็เซ็นทรัลเวิลด์

— สยาม

บอกตัวเองว่าไม่ใช่เด็กสยามแต่ก็ป้วนเปี้ยนเช็คกระแสแฟชั่นจากที่นี่อยู่ตลอดเวลา

— อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

ทุกการเดินทางของเราเริ่มต้นที่นี่

และอีกมากมายหลายที่กับการมอดไหม้…เปลวไฟแห่งความสะใจของใครบางคน เปลวไฟแห่งความเสียใจของใครหลายคน  

.

.

.

ไว้อาลัยกับทุกอย่างและทุกคนที่จากไป …ขอให้วันนี้เป็นแค่ฝันร้าย

หนึ่งปีที่ผ่านพ้นไป

ทำไมบางทีเราก็รู้สึกว่าเวลากว่าจะผ่านไปแต่ละวันมันน๊าน นาน แต่ทำไมบางครั้งกลับมานั่งดูปฏิทินก็รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วจัง แป๊บๆก็จะปีใหม่อีกแล้ว พอใกล้จะหมดปี ก็เริ่มหมดใจทำงาน555 นั่งรอแต่วันหยุด

             แต่ก็เริ่มมามองดูว่า 1 ปี ที่ผ่านมาเราได้ทำอะไรกับชีวิตตัวเองไปบ้าง แล้วมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง เริ่มจากการงาน 1 ปีเต็มๆกับที่ทำงานใหม่ เรารู้สึกว่าอยู่ผิดที่ผิดทางมาตลอด อยู่คนกับที่ไม่ใช่ แนวทางที่ไม่คุ้น สไตล์การทำงาน วิถีชีวิต วัฒนะธรรมองค์กร ไม่เป็นในทิศเดียวกับตัวตนเราเลย แต่เราก็ทนมาได้จนจะเข้าปีที่2 แต่สิ่งแย่ๆ ก็ยังแฝงมาด้วยเรื่องที่ดีนะ อย่างน้อยการมาทำงานที่นี่ก็ทำให้ปีนี้เราเก็บเงินได้มากขึ้น และมีเวลาว่างได้ทำอะไรมากขึ้น และที่ชอบอีกอย่างคือที่ทำงานใหม่ใกล้ทุกสิ่งอย่างที่ช่วยให้ชีวิตเรามีความสุขขึ้นนั่นก็คือห้างสรรพสินค้า ที่เดินเพียง10 นาทีก็ถึงมาบุญครอง นั่งรถเมล์เพียง 3 ป้ายก็ถึงสยาม สยาพารากอน ต่อไปอีกป้ายก็เซ็นทรัลเวิล์ด สวรรค์จริงๆ55 และ อีกอย่างใกล้บ้านแฟนเราด้วยวันไหนเบื่อๆ กลางวันก็ไปกินข้าวกัน ไปหาบ้าง-มาหาบ้าง ก็ช่วยคลายความเซ็งได้มากเลยทีเดียว
              งานผ่านไป ก็มาเงิน อย่างที่บอกไว้ตอนแรกปีนี้เราเก็บเงินได้เยอะกว่าที่คิดไว้ อาจจะเป็นหน่วยที่ไม่ได้มากมาย แต่ถ้าเทียบกับอัตราส่วนรายรับ ถือว่าเก็บได้มากทีเดียว อาจจะเป็นเพราะปีนี้มีการวางแผนการใช้จ่ายที่ดีตั้งแต่ต้นปีและทำได้ตามที่วางไว้มาตลอด เราลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปมาก มากจนตกใจว่าทำไมอยู่ได้ แต่ก็อยู่ได้ดีและไม่ได้ลำบากอะไร ยังกินอิ่ม นอนหลับ ได้ชอปปิ้ง ได้ไปเที่ยว ได้กินของอร่อยๆ แต่ก็ตามโควต้าที่กำหนดไว้แต่ละเดือน เป็นสิ่งที่เราภาคภูมิใจมากที่สามารถบังคับความอยากของตัวเองได้
                เมื่อต้นปีที่ผ่านมาเราได้ไปเที่ยวปักกิ่ง-ประเทศจีน กับที่บ้าน แบบไม่ทันได้ตั้งตัวแต่ก็สนุกดี เปลี่ยนบรรยากาศ ไปเจออากาศหนาวๆ แบบที่ในประเทศไทยไม่มีก็ดีเหมือนกัน เราไม่ค่อยรู้อะไรกับที่นี่มากนักหรอก ก็ไปตามโปรแกรมทัวร์ที่เค้าจัดให้ ก็ถือว่าโชคดีที่มีโอกาสได้ไป ที่ชอบที่สุดคือได้ไปเห็นกำแพงเมืองจีนด้วยตาตัวเอง และได้ไปเดินขึ้นมา ตอนเด็กๆเราดูสารคดีกับพ่อบ่อย รู้สึกว่าที่นี่อลังการมาก ชอบมาก … หวังว่าปีหน้าคงจะมีโอกาสได้ไปอีกประเทศที่อยากไปนะ ^_^ นอกจากต่างประเทศแล้ว เราก็มีทริปที่แสนแฮปปี้อีก 1 ทริป นั่นก็คือหัวหิน ไม่ขอเล่าอะไรมาก เพราะเคยเล่าอย่างละเอียดในนี้ไปแล้วตามกลับไปอ่านกันได้นะจ๊ะ และในสิ้นปีนี้เราก็จะกลับไปอีกครั้ง แล้วเจอกันนะหัวหิน
                มาดูเรื่องสุขภาพกันหน่อยซิ … ปีนี้ก็เจ็บออดแอดๆ ป่วยจริงบ้าง ป่วยการเมืองบ้างอะไรบ้าง 55 แต่ก็ไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรง เพียงแต่ว่าไม่ค่อยแข็งแรงเหมือนปีที่ผ่านๆ มา แต่ไอ้น้ำหนักนี่สิดันพรุ่งพลวดมาเกือบ 2 โล ตายๆๆๆ แผนการออกกำลังกายก็ล่มไปหลายรอบ ไม่เป็นไรปีหน้าเอาใหม่
                สุดท้ายแล้ว ครอบครัว และความรัก …ครอบครัวเราก็อบอุ่นดีเหมือนเดิม นานๆกลับบ้านที ก็รู้สึกดีเสมอ ปีนี้พ่อกับแม่ก็อยู่เฝ้าบ้านกัน 2 คน น้องสอบติดมหาวิทยาลัยก็เลยต้องมาอยู่หอ นานๆเจอกันครบๆที แต่ก็มีความสุขดีนะ
                 ความรักก็ราบรื่นดี ทำตัวดีๆ ต่อกันอย่างนี้ต่อไปนะ…ปีหน้าจะมีข่าวดีมั้ยน๊า??  อิ อิ

                                         ยังไงก็หวังว่าปีหน้าจะมีแต่เรื่องดีๆ เข้ามาในชีวิตนะ
                                                     บ้ายบายปีเก่า..สวัสดีปีใหม่

กินเจปีแรก

 

            ปีนี้เป็นปีแรกที่เรากินเจ

            สาเหตุที่กินก็เพราะปัจจัยหลายๆ อย่าง ตั้งแต่แถวออฟฟิศมีแต่อาหารเจ ทำให้หาอาหารที่ไม่เจกินยากเหลือเกิน ไหนๆ ก็หากินง่ายๆแล้ว ปีนี้ก็เลยลองกินดูซะหน่อย อีกเหตุผลก็เพราะเราอยากลองไม่กินเนื้อสัตว์ดูบ้าง ไม่คิดอยากได้บุญเพิ่ม แต่ขอไม่ทำบาปซักช่วงนึงแล้วกัน เพราะก่อนหน้านี้ได้บริโภคสารพัดบุฟเฟต์เนื้อมาอย่างมากมาย ทำให้รู้สึกมีปัญหากับระบบย่อยเหลือเกิน อีกอย่างแฟนเรากินเจเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว เราก็เลยกินด้วย เวลากินอาหารด้วยกันจะได้ไม่ลำบากกินได้เหมือนๆกัน

            หลังจากกินมา นับวันนี้ก็เป็นวันที่ 4 แล้ว ก็รู้สึกว่าระบบขับถ่ายดีขึ้นมาก แต่หิวเร็วเหลือเกิน ไม่อยู่ท้องเลย อาจจะเป็นเพราะของที่เรากินด้วย ส่วนใหญ่เราจะกินแต่ผักแล้วก็กับข้าวที่ไม่ค่อยมันไม่ค่อยมีพวกของที่ทำจากแป้ง อย่างพวกหมูปลอม ไก่ปลอม แต่ก็ยังไม่รู้สึกโหยเนื้อสัตว์นะ แต่เราเป็นคนชอบกินขนมพวกไอติม ขนมหวาน ขนมเค้ก ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนมีส่วนประกอบจากไข่ และนม ซึ่งก็สร้างความทรมานใจให้กับเรานิดหน่อย แต่แค่ไม่กีวันเองจะพยายามทนให้ได้ แต่จริงๆแล้วเราก็ชักจะรู้สึกดีที่ได้กินอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ เราจะพยายามกินเจครั้งแรกของเราให้ได้ครบตามกำหนด และหลังจากนี้เราก็จะเริ่มกินมังสวิรัติทุกวันพระแล้ว เรายังมีกิเลสอยู่ก็ยังมีบางช่วงเวลาที่อยากกินเนื้อสัตว์อยู่บ้าง แต่ก็เริ่มรู้สึกดีกับการงดบริโภคเนื้อสัตว์ เราจึงเลือกงดบริโภคเนื้อเป็นบางครั้งคราวไปก่อนแล้วกันนะ ยังมีอาหารอร่อยๆ อีกหลายอย่างที่อยากกิน อิ อิ

                                    ถ้าปีนี้ผ่านพ้นไปด้วยดี หลังจากนี้ไปเราจะกินเจทุกปี

ปากพาจน

เมื่อวานนี้ตอนเย็นอยู่ดีๆ ก็อยากกินเนื้ออย่างรุนแรงขึ้นมา แล้วบวกกับหิวพอดี ก็เลยเดินเลือกร้านอาหารในเซ็นทรัลเวิล์ด (เมื่อวานตอนเย็นเดินเล่นอยู่ที่นั่นพอดี) ที่พอจะมีเนื้อที่อยากกิน จริงๆแล้วอยากกินเนื้อย่าง แต่ในห้างไม่มีอ่ะ จริงๆก็พอมีแหล่ะ แต่รู้สึกว่าแพงไปหน่อย ไม่สิแพงไปเยอะ ก็เลยเปลี่ยนใจกินอะไรก็ได้ที่เป็นเนื้อ จริงแล้วตอนนั้นเราหิวมากด้วย ก็เลยตะกละมากเป็นพิเศษ ทำให้คิดไปเองว่า ต้องกินบุฟเฟต์ถึงจะคุ้ม ใจเราก็เลยตัดอาหารหลายๆอย่างที่อยากกินแต่ไม่ใช่บุฟเฟต์ออกไป

ตอนนั้นในใจอยากกินมอสเบอร์เกอร์นะ แล้วก็รู้สึกว่าถ้ากินไม่อิ่ม ยังไงก็ต้องไปกินขนมเค้กต่อ รวมๆแล้วก็คงจะอิ่ม แต่เคยจำได้ว่าเฮียบุ้งเคยพูดว่า เวลาที่หิวมากๆ กินมอสเบอร์เกอร์ แล้วไม่ค่อยอิ่ม ก็เลยไม่พูดออกไปว่าอยากกิน เพราะดูท่าเฮียบุ้งจะหิวมากกว่าเรา ถึงขนาดคิดไม่ออกว่าจะกินอะไร รู้แต่ว่าหิวมาก กินอะไรก็กิน

คิดกันไปคิดกันมาก็สรุปเหลือช้อยแค่ 2 ร้าน คือ โนบุ ชาบู และโม โม พาราไดส์ ซึ่งเหตุผลที่เราเลือก 2 ร้านนี้ก็แค่ มีเนื้อให้เรากิน และก็เป็นบุฟเฟต์แค่นั้นเอง ในใจจริงๆแล้วไม่อยากกินพวกสุกี้ ชาบู แต่เพราะความตะกละ ขอกินเนื้อเยอะๆๆๆ ก็เลยทำให้เราเดินเข้าร้านโม โม พาราไดส์ ร้านนี้เคยมากินแล้วครั้งนึง จำได้ว่าเฉยๆ ส่วนอีกร้านไม่เคยกิน แต่ที่ตัดสินใจกินร้านนี้ก็แค่เหตุผลด้านราคาที่เราคิดไปเองว่า มันถูกกว่า เพราะหน้าร้านโม โม โชว์ราคาว่า all you can eat 399 ส่วน โนบุ 399++ ซึ่งจริงๆ ก็เป็นราคาที่แพงมากทั้ง 2 ร้าน สำหรับเรา 2 คน แต่นาทีนั้นตะกละ อยากกินเนื้อเยอะๆๆๆๆ แล้วก็หิวๆๆๆๆ ก็เลยเสร็จร้านนี้ไป สรุปคิดตังมามันไม่ใช่ 399 เน๊ต ที่หว่า มันก็บวกเซอร์วิสชาร์ต 10 % แล้วก็ vat 7% โอ้ มายก๊อต กิน 2 คน 963 บาท มื้อนี้โดนไปเกือบพัน เราผิดเองที่คิดไปเองว่ามันเน๊ต เค้าบอกว่า 399 ถึงไม่บวกๆ ก็ไม่ได้บอกว่าเน๊ตนี่หว่า จริงๆ แล้วส่วนที่ต้องเสียเพิ่มจากที่เราตั้งเป้าไว้ก็ไม่ได้มากมายนัก เพราะยอมเสียตังค์ตั้ง 399 แล้ว อีกนิดหน่อยก็พอออกได้ แต่รู้สึกเสียดายนิดหน่อยที่ถ้ารู้แต่แรกจะไปกินโนบุ ชาบู เพราะเสียตังเท่ากันได้กินเนื้อแกะด้วย แต่สิ่งที่ทำให้เราเสียดายมากไปกว่านั้นและเสียดายที่สุดก็คือเฮียบุ้งพูดขึ้นมาว่าจริงๆแล้วก็อยากกินมอสเบอร์เกอร์เหมือนกันนะ

อ้าวหรอ!!! โถ่แล้วทำไมตอนนั้นเราไม่พูดออกไปว่าอยากกิน นึกในใจคิดไปเองอยู่ได้ว่ากลัวเฮียบุ้งกินไม่อิ่ม จริงๆแล้วเฮียบุ้งไม่ได้อยากกินเยอะๆ แล้วก็คิดว่าเราอยากกินแต่เนื้อๆ แบบเนื้อล้วนๆ ก็เลยไม่ได้พูดถึงร้านนี้ น่าเสียดายจริงๆ ที่ปากหนัก ทำให้ต้องเสียตังค์ตั้งเกือบพัน เนี่ยถ้ากินมอส นะ 2 คนรวมกันยังไม่เท่ากิน โม โม พาราไดส์คนเดียวเลย ฮือๆๆๆ เสียดายตังค์ ปากหนักนักพาจนเลย

คู่หู คู่ฮา ไม่อยู่ …เหงา

Posted on

 

วันนี้รู้สึกเหงาๆ อาจจะเป็นเพราะเฮียบุ้งไม่อยู่หลายวัน

ถึงเราจะไม่ได้เจอกันทุกวัน แต่เราก็ไม่เคยขาดการติดต่อกัน

ตอนนี้เฮียบุ้งไม่อยู่ไปตามฝัน (เค้าว่างั้น อิ อิ )เป็นเวลา 7 วัน ก็ไม่นานนักหรอก แต่ก็รู้สึกใจหายอยู่ดี เพราะไม่เคยห่างกันไกลๆ นานๆอย่างนี้

เบื่อหน่ายกับตัวเอง

Posted on

ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไร รู้สึกว่าตัวเองมีอาการเครียดเข้าครอบงำ อยู่บ่อยๆ รู้สึกว่าคิดเรื่องนู้น เรื่องนี้เยอะแยะไปหมด จนปวดหัว และนอนไม่หลับอยู่เรื่อยๆ ไม่ค่อยอยากพูด อยากคุยกะใคร คุ้มดีคุ้มร้าย น้ำตาไหลง่ายๆกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง หรือบางครั้งถ้ามีเรื่องดีๆเข้ามาก็จะอารมณ์ดีเกินเหตุ เหมือนนานๆทีจะมีสิ่งดีๆเข้ามา ก็เลยดีอกดีใจ อาจจะเป็นเพราะคาดหวังกับหลายสิ่งหลายอย่างมากเกินไป และผิดหวังกับหลายสิ่งหลายอย่างที่หวัง รู้สึกเบื่อ ท้อ และเซ็ง อย่างไม่มีเหตุผล …

ปากเสีย

Posted on

 

ทำไมทุกครั้งที่บ่นว่าไม่ได้เป็นหวัด ไม่ได้ป่วยมานาน…วันต่อมามักจะมีอาการเหมือนจะไม่สบาย

ทำไมทุกครั้งที่คุยโอ้อวดกับคนอื่นว่าตัวเองแข็งแรงไม่จ็บป่วยอะไรง่ายๆ…วันต่อมาจะเจ็บออดๆ แอดๆ

ทำไมตัวเองปากเสียอย่างนี้ ก็รู้ว่าพูดแบบนี้ทีไรต้องมีเหตุทุกที

 

…เมื่อวานเพิ่งคุยกับพี่ที่ทำงานว่าเราเป็นคนแข็งแรง ไม่ค่อยติดหวัด ติดไข้ใครง่ายๆ ถ้าเป็นก็จะเป็นเพราะร่างกายตัวเองอ่อนแอเอง พูดไม่ทันขาดคำ เช้าวันนี้ตื่นมากพร้อมกับอาการปวดหัว และมึนหัวอย่างรุนแรง พร้อมกับน้ำมูกที่ไหลไม่ยอมหมดซักที กินยาแก้ปวดเท่าไหร่ก็หาย เดินๆ อยู่ก็รู้สึกเหมือนหัวจะทิ่มอยู่ตลอดเวลา ทำไมมันหนักหัวแบบนี้นะ มึนๆๆๆ

—-คราวหน้าจะไม่ปากเสียแล้ว

 

ยังจำได้

Posted on

 

อาทิตย์นี้เรากลับบ้านที่อยุธยา ปกติแล้วเวลาอยากกินอะไรจะโทรบอกให้แม่ทำไว้ให้กิน หรือเวลาที่บ่นๆว่าอยากกินอะไร พอกลับมาแม่ก็จะทำไว้ให้กิน

อาทิตย์นี้ก็เหมือนกัน แม่บอกว่าจะทำแกงฟักที่เราอยากไว้ให้กิน เราก็นึกอยู่นานมาก แกงฟักอะไร เราเคยบ่นว่าอยากกินหรอ ?? เอ้…นึกยังไงก็นึกไม่ออก ก็เลยถามแม่ว่าแกงฟักอะไร เป็นยังไง แม่ก็บอกว่าที่เราเคยอยากกินไง คิดๆๆๆๆ อ๋อ!! คิดออกแล้ว แกงที่เคยอยากกินสมัยอยู่มัธยม แม่ยังจำได้ แต่เราลืมไปแล้ว 5555 มันนานมากแล้วนะ แม่เพิ่งทำให้กิน แต่เราหายอยากแล้วอ่า มันนานเกินไป ใครจะอยากกินและรอกินได้นานเป็นปีๆๆ

จำได้ว่านั้นเรียนมัธยมอยู่ประมาณม.3 มั้ง เราซื้อข้าวราดแกงที่โรงเรียนกิน มีแกงอย่างนึงที่เราไม่รู้จัก แต่อยากลองชิมก็เลยสั่งมาชิมเราไม่รู้หรอกว่าชื่อแกงนี้จริงๆมันชื่อว่าอะไร แต่มันมีฟัก เราก็เลยเรียกมันว่าแกงฟัก พอได้กินก็ชอบมาก อร่อยดี ฟักนิ่มๆมันอมน้ำแกงที่รสชาติอร่อยๆ เปรี๊ยวๆหวานๆ กลับบ้านไปบอกแม่ให้ทำให้กินบ้าง แม่บอกว่าไม่รู้จัก ทำไม่เป็น แต่เดี๋ยวจะทำให้กินแล้วกัน

เดี๋ยวของแม่ ตั้งแต่วันนั้น ม.3 จนวันนี้เรียนจบมหาวิทยาลัยมา 2 ปีแล้ว เพิ่งได้กิน แม่ยังไม่ลืม

ตอนทำแม่บอกให้มาชิมว่ารสชาติมันเป็นยังไง ใช่แบบนี้รึเปล่า เราลืมไปแล้วอ่ะว่ารสชาติแบบนั้นมันเป็นยังไง ตั้งแต่ตอนนั้นเราก็ไม่เคยได้กินแกงแบบนี้อีกเลย ก็เลยบอกแม่ว่ามันเปรี้ยวๆหวานๆ เหมือนแกงผักบุ้ง(แกงเทโพ เราเรียกแกงผักบุ้ง)

พอได้กิน…เหมือนสมัยตอนกินข้าวแกงที่โรงเรียนตอนม.3 ไม่มีผิดเลย

หายอยากไปอีกนาน…ให้สมกับที่อยากกินมานาน

ไอ้อ้วน

Posted on

 

เราเป็นคนผอม แล้วก็เป็นคนอ้วนยาก ไม่ว่าจะกินเท่าไหร่ก็ไม่เคยมีผลกับน้ำหนักเราแม้แต่น้อย เมื่อก่อนเห็นเพื่อนๆ หรือคนรู้จักรอบข้างควบคุมเรื่องอาหารการกินกันมาก จะกินนู่นก็กลัวอ้วน จะกินนี่ก็กลัวอ้วน เราก็รู้สึกว่าทำไมเราไม่มีฟิลแบบนั้นบ้าง อยากรู้ว่าจะเป็นยังไงจะทรมานแค่ไหน แล้วเราจะควบคุมตัวเองให้ไม่กินสิ่งที่เราชอบ และอยากกินได้รึป่าว
         แต่ตอนนี้สิ่งทีไม่เคยคาดฝันว่าจะเกิดกับเรา ก็เกิดขึ้นแล้วนั่นคือความอ้วน และอาการกลัวอ้วน
         น้ำหนักเราคงที่มาประมาณ5-6 ปีแล้วเราหนัก 39 กก.ไม่ขึ้นไม่ลงมานาน และด้วยความที่น้ำหนักเราไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง เราจึงมักชอบซื้อเสื้อผ้าให้พอดีตัวแป๊ะ โดยเฉพาะกางเกง เราไม่ชอบใส่ให้เหลือๆ เผื่อๆ หลวมๆ มันจะรู้สึกไม่มั่นใจ
แต่กางเกงที่เคยพอดีแป๊ะ ตอนนี้มันเริ่มคับๆแล้วอ่ะ กางเกงบางตัวใส่ไม่ได้แล้ว
        …เราอ้วนแล้วหรอนี่ ?

          น้ำหนักปัจจุบันเราคือ 41 กก. ถึงจะขึ้นมาแค่ 2 โล แต่เราก็รู้ได้ถึงความอึดอัดที่เกิดขึ้น นี่มันเกิดอะไรขึ้นทำไมน้ำหนักขึ้น ?  ขึ้นได้ไง?  อาจจะเป็นเพราะว่าเราคิดมาตลอดว่าเราอ้วนอยาก ก็เลยกิน กิน กิน อย่างไม่บันยะบันยัง แล้วของที่เราชอบก็มีแต่จะเพิ่มน้ำหนักทั้งนั้น ไม่ว่าจะ > ไอติม ที่กินแม่งเกือบทุกวัน  >  ข้าวมันไก่ ที่คิดอะไรไม่ออก ก็กินข้าวมันไก่  > ข้าวขาหมู  เน้นหนังนะคะ แล้วก็อีกหลายสิ่ง บลา บลา บลา ที่กินไม่ยั้ง และอีกเหตุผลหนึ่งคือ อายุเราอาจจะมากขึ้น การเผาผลาญ ก็เลยไม่ดีเหมือนเมื่อก่อน ประกอบกับงานที่ทำก็ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกายเท่าไหร่ นั่งเฉยๆ ซะส่วนใหญ่ แล้วก็มีเวลาว่างเยอะ ไม่รู้จะทำอะไรก็เลยกินๆๆๆ

       ตอนนี่เราเริ่มเข้าใจฟิลของอาการกลัวอ้วนแล้ว เดี๋ยวนี้มือเย็นเราจะพยายามไม่กินข้าว เปลี่ยนเป็นสลัดผัก และผลไม้แทน ไอติมที่เคยชอบกินอย่างบ้าคลั่งก็เริ่มเพลาๆลงแล้ว วิปครีมของโปรด ก็เลิกลากันมานาน เราเริ่มรู้สึกทรมานกับการไม่ได้กินอาหารอย่างใจอยากแล้ว อ้อ อีกอย่างคือ ผลตรวจสุขภาพล่าสุด คลอเลสเตอรอล และ ไตรกลีเซอร์ไรด์เราสูงเกินมาตรฐาน เราก็เลยต้องควบคุมอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีด้วย…จริงๆแล้วเราก็ยังไม่ถือว่าเป็นคนอ้วนหรอก แต่เราแค่อึดอัดกับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น เราจะไม่ยอมขยายไซส์เสื้อผ้าเด็ดขาด เราต้องลดความอ้วนแล้ว..ไอ้อ้วน

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.